| ||||
| ||||
|
วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2555
คัมภีร์ปีศาจ หนังสือโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลก (Devil's Bible)
วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2555
ปริศนา 49 วัน ชีวิตหลังความตาย
มนุษย์และสัตว์มิได้สิ้นสุดที่ความตาย เพราะการ “ตาย” หมายถึงสภาพร่างกายที่ไม่สามารถให้บริการแก่จิตวิญญาณใช้งานต่อไปได้อีก วิญญาณยังคงอยู่ ถึงแม้ร่างกายจะหมดอายุขัยไปแล้ว ทั้งนี้สภาพการตายจะ บ่งบอกให้รู้ว่าจิตวิญญาณนั้นไปสุคติหรือลงสู่นรกภูมิ
1. ตอนตายใหม่ ถ้าหากสีหน้าปกติร่างกายอ่อนนิ่มสีหน้าเหมือนคนมีชีวิตอยู่เนื่องจากได้บรรลุธรรม ดวงวิญญาณจะไปสู่สุคติ
2. ตอนตายใหม่ๆ หน้าตาซีดผาด เหมือนคนตกใจ แสดงว่าวิญญาณได้ตกสู่นรกแล้ว
3. ตอนตายใหม่ๆ ร่างกายแข็งทื่อ หน้าตาน่ากลัวเพราะความตกใจบางคนจะกรีดร้องเสียคล้ายสัตว์คนเหล่านี้จะไปเกิดเป็นสัตว์
4. ชนิดสังเกตได้จากตา หู จมูก ปาก ตาจะมีน้ำตาออก หูจะมีขี้หู จมูกจะมีน้ำมูก ปากจะมีน้ำลายฟูมปาก เป็นทวารที่ไม่สะอาด 4 ช่องทางเมื่อจิตวิญญาณออกทางนี้จะเกิด เป็นสัตว์ 4 ประเภท - ตา ชอบดูสิ่งเหลวไหล ลุ่มหลงในรูปต่างๆ คนเหล่านี้เวลาใกล้ตายดวงตาจะเบิกกว้าง จะไปเกิดเป็นสัตว์ปีก (เกิดออกจากไข่)
- หู ชอบฟังเรื่องเหลวไหล เรื่องซุบซิบนินทา คนเหล่านี้เวลาตายหูจะชันขึ้นจะไปเกิดเป็นสัตว์ที่เกิดจากครรภ์ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย
- จมูก ชื่นชมกลิ่นคาวโลกีย์ เช่น เงินทอง สุรา นารี การพนันชื่อเสียงลาภยศ และค่านิยมที่ผิดศีลธรรม ฯลฯ จะไปเกิดเป็นแมลง มด ยุง แมลงวัน ฯลฯ บาปหนักมากวิญญาณ จึงถูกตีเป็นเศษวิญญาณ
- ปาก ชอบพูดเรื่องเหลวไหล พูดนินทา พูดวิจารณ์ พูดกล่าวร้ายป้ายสีด่าคำหยาบคาย คนเหล่านี้เวลาตาย ปากจะอ้าค้างอยู่ตลอดจะเกิดเป็นสัตว์น้ำไปอยู่กับรสชาติที่โสโครก และสกปรก เมื่อออกจากร่าง วิญญาณจะไปที่ไหน?
ดวงวิญญาณที่ออกจากร่างในตอนแรกจะวนเวียนอยู่บริเวณนั้น พอได้สติก็จะมีท่านมัจจุราชทำหน้าที่มานำเอาวิญญาณของมนุษย์หรือสัตว์ที่ชะตาถึงฆาต พาไปยังยมโลก เพื่อ ตรวจสอบบาปบุญความดีความชั่ว
ในขณะที่มีชีวิตอยู่วิญญาณบาปจะถูกนำตัวส่งไปนรก 8 ขุมใหญ่ แต่ละขุมแบ่งย่อยขุมละ 36 แห่ง แต่ละแห่งมีการลงทัณฑ์และทรมานอีก 800 ด่าน แต่ละด่านมีเครื่อง ทรมานนับไม่ถ้วน วิญญาณบางดวงอาจตกนรกทั้ง 8 ขุมเลยก็มี
โดยเฉพาะคนที่ทำกรรมชั่วมหันต์หรือเรียกว่า “อนันตริยกรรม” มีอยู่ 5 อย่าง คือ
1.ฆ่าพ่อ
2.ฆ่าแม่
3.ฆ่าพระอรหันต์
4.ยุยงสงฆ์ให้แตกแยก
5.ทำร้ายพระพุทธเจ้าห้อเลือด
มาดูปรากฏการณ์ 49 วัน ชีวิตหลังความตาย
หลังจากที่คนเราตายประมาณ 1-2 วัน ปกติแล้วเขาจะไม่รู้ว่าตัวเองตาย 7 วันให้หลังเขาจึงรู้ว่าตนเองตายแล้ว วิญญาณจะถูกกักบริเวณไว้ 49 วันเพื่อรอพิจารณาคดี ใน ระหว่างนั้นผู้ตายก็กำลังรอบุญกุศลจากลูกหลานทางโลกที่กำลังง่วนอยู่กับงานศพ
ขณะที่วิญญาณของผู้ตายออกจากร่างชีวิตหลังความตายก็เริ่มต้นเปิดฉากขึ้นในโลกที่ผู้ตายต้องเข้าไปเพียงลำพังเท่านั้นไม่มีสิ่งใดเลยที่สามารถเอาติดตัวจากโลกมนุษย์ได้ เว้นเสียแต่บาปกับบุญเท่านั้น
เจ็ดวันรอบแรก วิญญาณผู้ตายต้องเดินผ่านดงหมาป่า ซึ่งมีฝูงหมาป่าดุร้ายเหมือนเสือขวางทาง เมื่อวิญญาณบาปไปถึงก็เกิดหวาดกลัวไม่กล้าเดินต่อไป ฝูงหมาป่าเห็นดังนั้น ก็กระโจนเข้าขย้ำขบกัดวิญญาณบาปจนเลือดท่วมตัวกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดทุกขเวทนา
ส่วนวิญญาณผู้ประกอบกรรมดี 49 วันหลังความตาย เมื่อมาถึงดงหมาป่า ก็จะมีหมู่เทวะทูต คอยพิทักษ์คุ้มครอง พวกหมาป่าได้แต่นิ่งเฉยไม่กล้าทำอะไร จึงผ่านไปได้โดยปลอดภัย
เจ็ดวันรอบที่สอง เมื่อวิญญาณผู้ตายมาถึงด่านประตูผีเจ้าหน้าที่ผู้รักษาด่านเมื่อเห็นเป็นวิญญาณบาป ก็จะทุบตีอย่างไม่ปรานีและยังมีพวกเจ้ากรรมนายเวรพากันมาทวงหนี้ เวลานั้น ส่วนวิญญาณผู้ประกอบกรรมดีเมื่อมาถึงด่านประตูผี จะได้รับการต้อนรับและสามารถผ่านด่านนี้ไปโดยปลอดภัย
เจ็ดวันรอบที่สาม เมื่อวิญญาณผู้ตายมาถึงยมโลก ถ้าเป็นวิญญาณบาปก็จะถูกโซ่ตรวนไว้และถูกบังคับนำไปอยู่ตรงหน้าหอกระจกส่องกรรมยามมีชีวิตทำชั่วอะไรภาพก็จะ ปรากฏขึ้นเองอย่างอัตโนมัติเสร็จแล้วก็จะถูกคุมตัวไปรับการพิจารณาโทษ
ถึงวิญญาณบาปจะเริ่มสำนึกผิดตอนนี้ แต่ก็สายเสียแล้ว ส่วนวิญญาณผู้ประกอบกรรมดี เมื่อมาถึงจะได้รับการต้อนรับ มีเจ้าหน้าที่พาไปท่องเที่ยวนรกขุมต่างๆและพาไปดู สภาพของบรรดาญาติพี่น้องที่ทำบาป กำลังรอคอยการพิจารณาตัดสินความผิด
เจ็ดวันรอบที่สี่ เมื่อมาถึงด่านภูเขากระดาษเงินกระดาษทองการจะขึ้นไปบนภูเขาลูกนี้ยากลำบากมาก กระดาษเหล่านี้ได้มาจากลูกหลานญาติพี่น้องในเมืองมนุษย์หลงงมงาย เผาส่งไปให้ทับถมกันจนเป็นภูเขาเลากา ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วแม้ผู้ตายจะได้รับก็ไร้ประโยชน์
เจ็ดวันรอบที่ห้า วิญญาณผู้ตายมาถึงหอดูบ้านเดิม ได้เห็นลูกหลานคนในครอบครัวต่างไว้ทุกข์ด้วยความเศร้าโศกเสียใจกับการตายของตนถึงตอนนี้จึงได้รู้ว่าตนเองตายแล้ว ไม่อาจกลับบ้านได้อีกได้แต่เสียใจอาลัยอาวรณ์
เจ็ดวันรอบที่หก เมื่อวิญญาณผู้ตายมาถึงด่านคุมบัญชียมบาลจะสั่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจดูบาปบุญ ที่ผู้ตายได้สร้างสมตอนมีชีวิตหลังจากหักลบกันแล้ว ถ้าบุญมีมากกว่าบาปก็จะ ให้ไปเกิดยังสุคติภูมิ ถ้าบาปมีมากกว่าบุญ จะส่งไปยังนรกภูมิ รับทุกข์อย่างน่าเวทนา
เจ็ดวันรอบที่เจ็ด เมื่อวิญญาณผู้ตายไปถึงด่านตรวจสอบ ยมบาลก็จะสั่งเลขาให้ตรวจสอบดูว่าผู้ตายตอนมีชีวิตอยู่ได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตหรือไม่ ถ้าได้ถือศีลกินเจละเว้นจากการฆ่า สัตว์ก็จักลหุโทษ ถ้ามัวหลงผิดฆ่าสัตว์เพื่อความสุขของปากท้องก็จะเพิ่มโทษเป็นเท่าตัว
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็ขอให้ทุกคนในขณะมีชีวิตอยู่นั้นเร่งสะสมความดีกันให้มากๆ นรก-สวรรค์นั้นไม่ใช่สิ่งลวงโลกตอนนี้ท่านอาจยังไม่เห็น แต่สักวันท่านก็ต้องเห็น กฎแห่ง กรรมนั้นเป็นเรื่องจริงขอให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท
ที่มาคลิ๊ก
อาถรรพ์เจ้าหญิงอาเมน-รา แห่งอียิปต์
ทุกคนคงจำเหตุการณ์เรือไททานิกล่มได้ดี แต่เชื่อหรือไม่ มีคำกล่าวยืนยันว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นคือหนึ่งในอาถรรพ์ของเจ้าหญิงอาเมน-รา มีผู้เล่าว่ามัมมี่ของเจ้าหญิงถูกขนย้ายขึ้นเรืออย่างลับๆ และเก็บไว้ที่สะพานเรือ เพื่อส่งไปให้นักโบราณคดีที่สหรัฐ สุดท้ายเรือยักษ์ก็พบจุดจบ และไม่มีใครพบมัมมี่ของพระนางอีกเลย
ตามตำนานความหายนะของเรือไททานิค เป็นเรื่องของ มัมมี่โชคร้าย ที่ถูกลำเลียงโดยนำลงบนเรือลำที่ว่ากันว่าไม่มีทางที่จะล่มหรือจม ได้เลย แต่แล้ว กลับล่มลงจนก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่
เรื่องราวที่นำมาเล่า เป็นเรื่องของความโชคร้ายของผู้ที่ได้ครองมัมมี่ตัวนี้ ย้อนอดีตไปเมื่อหลายพันปีก่อนคริสตกาล หลังจาก "เจ้าหญิง อาเมน-รา" สิ้นพระชนม์ มีการบรรจุพระศพของพระองค์ในโลงศพไม้ที่ตกแต่งอย่างสวยงาม และฝังในสุสาน Luxor
ในเวลาต่อมาราวๆปี พ.ศ.2433 ชายหนุ่มชาวอังกฤษ 4 คน ได้เดินทางไปสำรวจที่ Luxor และได้รับการชักชวนให้ซื้อหีบมัมมี่หีบหนึ่ง ไม่ต้องบอก ทุกท่านก็คงจะเดาออกนะคะ ว่าเป็น หีบมัมมี่ของใคร หุหุ เมื่อทั้ง 4 เห็น แล้วก็เกิดความละโมบ อยากได้ จนต้องมีการจับฉลากกันค่ะ ชายคนที่จับฉลากชนะก็ได้ไปพร้อมกับจ่ายเงินไปนับพันๆปอนด์
หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง ก้มีคนเห็นชายคนนั้นแหละค่ะ เดินตรงไปยังทะเลทราย แล้วก็หายไปไม่กลับมาอีกเลย วันต่อมา ชาย 1 ใน 3 คนทีเหลือก็ถูกคนรับใช้ชาวอียิปตืยิงบาดเจ็บสาหัส ต้องตัดแขนทิ้ง ต่อมาชายคนที่ 3 ทราบข่าวร้ายระหว่างเดินทางกลับบ้านว่าธนาคารที่เค้าฝากเงินไว้เกิดล้มละลาย ในขณะที่ ชายคนที่4 คนสุดท้ายแล้วค่ะ ได้เกิดเจ็บป่วยเป้นโรคร้ายแรงจนตกงาน และกลายเป็นคนขายไม้ขีดไฟตามท้องถนน
อย่างไรก้ตาม โลงศพก็ได้เดินทางมาถึงอังกฤษโดยนักธุรกิจชาวลอนดอน แต่ก็ไม่พ้นเคราะห์ร้ายอยู่ดีค่ะ เจอมาตลอดทาง แถมครอบครัวยังบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ทางถนน และไฟไหม้อีกด้วย เขาเลยบริจาค โลงมัมมี่ให้แก่ พิพิธภัณฑ์อังกฤษ ขณะลำเลียงโลงก้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นอีกค่ะ ((สงสารคนที่ไม่รู้นะคะ)) ก็รถบรรทุกที่บรรทุกมัมมี่สิคะ ดันถอยหลังไปทับคนงาน และคนที่เดินไปเดินมาแถวนั้น นอกจากนี้นะคะ คนงาน2คนที่ยกโลงขึ้นบันได ตกลงมาขาหักคนนึง อีกคน 2 วันต่อมาก็เสียชีวิตไปโดยไม่ทราบสาเหตุ
ทีนี้พอวางโลงมัมมี่เจ้าหญิงอาเมน-ราไว้ในห้องสไตล์อียิปต์แล้ว ก็มีปัญหาตามมาอีกค่ะ เฮ้อออออ ก็จะอะไรซะอีกล่ะคะ ยามที่เฝ้าน่ะค่ะ จะได้ยินเสียง ทุบตีอย่างบ้าคลั่ง และเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมาจากโลงศพ แถมยังได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมออกมาจากห้องนั้น ยามคนหนึ่งก็ตายในหน้าที่อีก ทำให้ทุกๆคนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้อีกเลยค่ะ
ยังมีอีกนะคะ ไม่จบเพียงเท่านี้นะคะ ยังมีอีกค่ะ คือ มีผู้ชมคนหนึ่งลบหลู่เจ้าหญิงโดยการใช้ผ้าปัดฝุ่นใบหน้าบนโลงศพ ลูกของเขาก็ตายด้วยโรคหัดในไม่ช้าเลยค่ะ พอเกิดเหตุการณ์ไม่ค่อยดี เยอะมาก เจ้าหน้าที่เลยย้ายลงมาที่ห้องใต้ดินค่ะ เผื่อจะได้ไม่มีใครเป็นอะไรอีก แต่พวกเค้ากลับคิดผิดน่ะสิคะ เพราะภายใน 1 อาทิตย์ต่อมา ผู้ช่วยคนหนึ่งก็บาดเจ็บสาหัส ผู้ควบคุมการเคลื่อนย้ายก้ตายอยู่บนโต๊ะทำงานของเขา เมื่อหนังสือพิมพ์ทราบเรื่องช่างภาพคนหนึ่งได้ถ่ายรูปโลงศพ แต่พอล้างฟิล์มออกมากลับกลายเป้นใบหน้าที่น่ากลัวน่าสยดสยอง ช่างภาพเลยกลับบ้าน ล็อคห้อง และยิงตัวตาย ว๊ายยยยย ต้องล่ะเหนื่อย เล่าถึงตรงนี้ สยองจังค่ะ เหอๆๆ มาๆๆเรามาเล่าต่อกันดีกว่าค่ะ
ในที่สุด หลังจากนั้นไม่นาน พิพิธภัณฑ์ก็ได้ขายมัมมี่ให้นักสะสม ซึ่งเจ้าของก็ได้รับภัยพิบัติเช่นกันค่ะ เขาจึงเนรเทศไปอยู่บนห้องเพดาน แต่ในที่สุดก็มี นักโบราณคดีชาวอเมริกันก็ได้ตัดสินใจจ่ายเงินเพื่อซื้อมัมมี่และเตรียมขนย้ายไปนิวยอ
ร์ค ในเดือนเมษายน พ.ศ.2454 ดดยได้ลำเลียงทรัพย์สมบัติขึ้นบนเรือสีขาวลำใหม่ ซึ่งเป็นสายการเดินเรือลำแรกที่เดินทางไปนิวยอร์ค นั่นก็คือ "เรือไททานิค" นั่นเองค่ะ และแล้ว "เจ้าหญิงอาเมน-รา" พร้อมด้วยผู้โดยสารนับพันๆคน ได้ดำดิ่งลงสู่ความตาย ณ ทะเลแอตแลนติกนั่นเอง
ที่มาคลิ๊ก
10 อันดับถนนหลอน !
ในตอนกลางคืนที่เงียบเหงา คุณอาจจะขับรถไปผิดทาง (หรือว่าถูก ?) ซึ่งบางครั้งมันก็พาคุณไปพบกับบางสิ่งบางอย่างที่คุณไม่คาดคิด ถนน 10 สายต่อไปนี้ จากคำบอกเล่าต่างๆ แล้ว ดูเหมือนมันจะเป็นมากกว่าเส้นทางที่ใช้ขนส่งสินค้านะ
10. A75 Kinmont Straight – South West Scotland
เป็นเวลามากกว่า 50 ปีแล้วที่ถนนเส้นนี้มีชื่อเสียงในเรื่องของความหลอน บันทึกเกี่ยวกับปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติทีเกิดขึ้นบ่อยครั้งนั้นเพียงพอสำหรับฉายาของถนนเส้นนี้ โดยถนนเส้นนี้ได้รับฉายาว่า โกส์โรด (Ghost Road) ว่ากันว่าเป็นถนนสายที่หลอนที่สุดในสก็อตแลนด์และมีบันทึกเกี่ยวกับการพบเห็นสิ่งแปลกประหลาดหลายร้อยเหตุการณ์ ตัวอย่างเช่น ในปี 1957 คนขับรถบรรทุกคนหนึ่งขับรถชนคนคู่หนึ่ง แต่เมื่อเขาลงมาดูคนเจ็บกลับไม่พบใครเลยแม้แต่คนเดียว
9. Kelly Road – Ohioville, Pennsylvania
ช่วงหนึ่งของถนนเคลลี่ (Kelly Road) ที่มีความยาวเพียง 1 ไมล์ ในเมืองโอไฮโอวิลล์, เพนซิลวาเนีย เป็นพื้นที่ที่มีบันทึกเกี่ยวกับเหตุการณ์แปลกประหลาดมากมาย รายงานดังกล่าวมักกล่าวว่า เมื่อสัตว์ผ่านเข้าไปในช่วงถนนดังกล่าวจะมีท่าทีปลี่ยนไป คือ จากที่ดูเป็นมิตรกลับแสดงอาการก้าวร้าว (เหมือนเรื่อง Cujo: วรรณกรรมสยองขวัญที่เขียนโดย สตีเฟ่น คิง (Stephen King) โดยหนังสือเล่มนี้ชนะเลิศรางวัล British Fantasy Award ในปี 1982 และถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ชื่อเดียวกันในปี 1983) รวมถึงวิ่งไล่สัตว์ประเภทอื่นและคน รอบข้างถนนเส้นนี้ปกคลุมได้ด้วยความมืด หนาแน่นไปด้วยต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ข้างทางและไม้เลื้อยประเภทต่างๆ ทำให้พบเห็นหรือได้ยินเสียงแปลกประหลาดที่ไม่สามารถอธิบายได้ไปต่างๆ นานา ไม่มีใครทราบว่าเพราะเหตุใดถนนในช่วงสั้นๆ นี้ถึงมักเกิดเหตุการณ์ประหลาดดังกล่าว แต่มีหลายทฤษฎีกล่าวว่าน่าจะเป็นผลมาจากกิจกรรมทางศาสนาบางอย่างที่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่แถบนี้และคำสาปก็ยังคงอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวด้วยเหตุผลบางประการ
8. Dead Man’s Curve – Clermont County, Ohio
โค้งคนตาย (Dead man’s curve) เป็นโค้งที่มีอันตรายมากในเขต เชอร์มอนท์ เคาน์ตี้ ถนนเส้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของถนน โอไฮโอ้ เทิร์นไพค์ (Ohio Turnpike; Turnpike: ถนนสำหรับรถยนต์ที่วิ่งด้วยความเร็วสูง (โดยเฉพาะถนนที่มีด่านเก็บเงิน)) สร้างขึ้นในปี 1831 และมีรายชื่อของเหยื่อยาวเหยียดเลยทีเดียว – วันที่ 19 ตุลาคม 1969 วัยรุ่นห้าคนต้องจบชีวิตลงเมื่อรถอิมพาลา ปี 1968 (1968 Impala) ถูกชนที่ความเร็วมากกว่าร้อยไมล์ต่อชั่วโมงโดยรถรุ่นโรดรันเนอร์ ปี 1969 (1969 Roadrunner) เหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว คือ ริค (Rick) หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ที่สี่แยกจะมีคนพบกับ "นักโบกรถไร้หน้า" (The Faceless Hitchhikers) ซึ่งริคเคยเห็นมาแล้วถึงห้าครั้ง
ในครั้งที่สามนั้น เพื่อนของริคที่ชื่อ ทอดด์ เล่าว่า "ริคและผมกำลังเดินทางกลับบ้าน โดยเดินทางจากบีเธล (Bethel) ไปยังอเมเลีย (Amelia) แล้วผมก็สังเกตเห็นบางอย่างรูปร่างคล้ายคนยืนอยู่ที่ข้างทาง ทำท่าทางเหมือนกำลังโบกรถ บางสิ่งบางอย่างนั้นใส่กางเกงสีอ่อน เสื้อเชิตสีน้ำเงิน ผมยาวและไม่มีหน้า เมื่อพวกเราหันหลังกลับไปมอง ก็ไม่มีเห็นอะไรเลย นอกจากนี้ผมยังเห็นเงาสีดำค่อยๆ เดินช้าๆ อยู่ข้างทาง"
7. Boone County – Illinois
ที่เมืองเบลวิเดียร์ (Belvidere) ในเขต บูน เคาน์ตี้ (Boone County), อิลลินอยซ์ นั้นจะมีแยกๆ หนึ่ง ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความหลอน โดยเฉพาะแยกที่อยู่บนถนนบลัดส์พอนท์ (Bloodspoint Road) ส่วนถนนเส้นอื่นที่อยู่ในเขตพื้นที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความหลอนก็เช่น ถนนวีลเลอร์ (Wheeler), ฟลอร่า เชิร์ซ (Flora Church), เพิร์ล พูล (Pearl Poole), สวีนนี (Sweeney), เชอร์รี่ วัลเลย์ (Cherry Valley), สโตน ควอรี (Stone Quarry), แฟร์เดล (Fairdale) และไอรีน (Irene) เชื่อกันว่าเหตุการณ์แปลกประหลาดต่างๆ เป็นผลมาจากอุบัติเหตุจากการจราจรที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
6.Stocksbridge By-Pass – England
ถนนรอบเมือง (By-Pass) สต็อคบริดจ์ (Stocksbridge) เป็นส่วนหนึ่งของทางด่วน (Moterway) หมายเลข M67 ในประเทศอังกฤษ เมื่อก่อนถนนเส้นนี้มีสองทางวิ่ง แต่ในปัจจุบันเหลือเพียงทางวิ่งเดียว ถนนสร้างเสร็จในปี 1989 อยู่ทางตอนเหนือรอบตัวเมืองสต็อคบริดจ์และหุบเขา ถนนเส้นนี้ก็มีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้นมากมายเช่นกัน เหตุการณ์ที่มักจะพบกันอยู่เสมอคือ เห็นเด็กหลายๆ คนกำลังเล่นกันอยู่ใต้สะพานในเวลากลางดึกและนักบวช (พระ) ที่ยืนมองรถผ่านไปมาข้างทาง แต่สุดท้ายแล้วก็หาคำอธิบายใดๆ ไม่ได้ ส่วนคนอื่นๆ ก็มีได้ยินเสียงเด็กหลายคนร้องเพลงอยู่แถวๆ นั้นแหละ แต่พอมองหากลับไม่เจอใครเลย ส่วนรายงานที่ดูหลอนที่สุดคงเป็นเรื่องของคนที่กำลังขับรถอยู่ แล้วทันใดนั้นก็สังเกตเห็นนักบวชดังกล่าวมานั่งอยู่ข้างๆ เขานั่นแหละ !
5. M6 Motorway – England
ในประเทศอังกฤษ หลายๆ คนเห็นด้วยที่ว่า "ถนนที่ยาวที่สุดนั้น มักจะเป็นถนนที่หลอนที่สุดด้วย!" คนที่สัญจรไปมาบางคนเคยขับรถไปตามถนนเส้นนี้ แล้วก็พบกับประสบการณ์ที่แปลกประหลาด: ทหาร (นักรบ) โรมันกำลังเดินสวนสนาม ผู้หญิงพยายามโบกรถ – ถนนเส้นนี้มีความยาว 230 ไมล์ และมี 6 เลน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าถนนเส้นนี้นั้นกว้างพอสำหรับขบวนสวนสนามที่แปลกประหลาด
4. Tuen Mun Road – Hong Kong
ถนนเส้นนี้ถูกใช้งานอย่างหนักและไม่ได้รับการออกแบบปรับปรุงให้เข้ากับลักษณะการจราจรสมัยใหม่ รวมถึงขึ้นชื่อในเรื่องของอุบัติเหตุจากการจราจรและเรื่องผี! หลายคนอ้างว่า บรรดาผีทั้งหลายมักจะปรากฏตัวขึ้นมาทันทีทันใดที่กลางถนน เป็นสาเหตุให้คนขับรถจำเป็นต้องหักหลบเพื่อหลีกเลี่ยงการชนและทำให้จำนวนผีที่เป็นเหยื่อของอุบัติเหตุเพิ่มสูงขึ้นไปด้วย
3. Highway 666 – Utah, United States
ในปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ ทางหลวงหมายเลข 191 (Highway 191) ถนนเส้นนี้เองก็ขึ้นชื่อในเรื่องของอุบัติเหตุเช่นกัน – ลินดา ดันนิ่ง (Linda Dunning) ได้เขียนถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับสามีของเธอไว้ในเว็บ Prairieghost.com ว่า:
"เขาขับรถมาคนเดียวและเมื่อมองไปข้างหน้าก็ไม่เห็นมีรถซักคัน ทันใดนั้นเขาก็เห็นรถบรรทุกคันหนึ่ง ดูเหมือนว่ามันกำลังลุกติดไฟ รถคันนั้นวิ่งอยู่ตรงหน้าเขาเลยทีเดียว รถคันดังกล่าววิ่งค่อนข้างเร็ว มีประกายไฟกระเด็นขึ้นมาจากล้อและเปลวไฟบริเวณท่อไอเสีย เมื่อเห็นดังนั้นเขาก็รีบลงจากรถด้วยความกลัว แล้วถอยห่างออกไปร่วม 20 ฟุต จากรถของเขาและรอให้รถบรรทุกคันนั้นวิ่งผ่านไปก่อน เขาคิดว่ารถคันนั้นน่าจะวิ่งที่ความเร็วประมาณ 130 ไมล์ต่อชั่วโมงเลยทีเดียว เมื่อรถแล่นผ่านไปเขาก็กลับมาที่รถและขับรถต่อ"
ถ้าคุณเห็นเด็กผู้หญิงเดินไปตามถนน แล้วคุณพยายามจะช่วยเธอ เธอก็จะหายไปต่อหน้าต่อตา ถ้าคุณขับรถมาคนเดียว บรรดาผีทั้งหลายก็จะขึ้นนั่งเป็นผู้โดยสารที่เบาะหลังของรถคุณ ดันนิ่งได้ให้คำแนะนำไว้ว่า:
"พยายามหาเพื่อนไปกับคุณหลายๆ คนและพยายามอย่าเหลือที่ว่างไว้สำหรับผู้โดยสารที่คุณไม่อยากจะเจอ ซึ่งผู้โดยสารคนนี้อาจจะตัดสินใจปรากฏตัวขึ้นที่เบาะหลัง, พยายามนำรถเข้าจอดข้างทาง (Pull off the Road) ถ้าเห็นรถบรรทุกคันใหญ่วิ่งตรงเข้ามาหาคุณ, อย่าทำตัวอยากรู้อยากเห็นถ้าเห็นรถคันที่มีคนขับคนเดียวขับผ่านคุณไปในตอนกลางดึก, อย่ามองแสงที่สว่างอยู่บนท้องฟ้า, หวังว่าคุณคงจะไม่เจอเด็กผู้หญิงใส่ชุดสีขาว ห้ามหยุดรถเด็ดขาดไม่ว่าคุณจะสังเกตเห็นอะไรก็ตามและอย่ารับคนโบกรถขึ้นมาเด็ดขาด
2. A229 from Sussex to Kent – England
"ในเดือนพฤศจิกายนปี 1992 … เอียน ชาร์ป (Ian Sharpe) ขับรถไปตามถนนหมายเลย A229 จากซัสเซก (Sussex) ไปยังเคนท์ (Kent) ขณะขับรถอยู่นั้นก็มีเด็กผู้หญิงสวมชุดสีขาวคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นด้านหน้ารถของเขาและหายไป ด้วยความตกใจเขาจึงหยุดรถและมั่นใจว่าเขาขับรถชนเธอเข้าให้แล้ว เมื่อเขาลงจากรถไปหาเด็กผู้หญิงคนนั้น เขากลับไม่พบอะไรเลย ไม่มีเด็กผู้หญิง ไม่มีศพ ไม่มีชุดสีขาว แม้กระทั่งสัตว์ป่าซักตัวก็ไม่มี"
ถ้าคุณเป็นคนขี้กลัว อย่าได้คิดใช้ถนนเส้นนี้เลย … ถนนหมายเลข A229 เป็นถนนอีกเส้นหนึ่งที่ได้ขึ้นชื่อว่าหลอนที่สุดในอังกฤษ ตำรวจท้องถิ่นไม่ถือเป็นคนแปลกหน้าที่คอยเรียกผู้ใช้ถนนให้นำรถเข้าจอดข้างทาง แต่คนแปลกหน้าที่พูดถึงพิเศษกว่านั้นมาก นั่นคือ ผู้หญิงใส่ชุดสีขาว เพียงแต่ว่าเธอไม่มีร่างกายเท่านั้นเอง ถ้าคุณเดินทางผ่าน โลวเวอร์ เบลล์ ผับ (Lower Bell Pub) เพื่อตรงไปยังเมดสโตน (Maidstone) อย่าตกใจไปถ้าจะเห็นคนโบกรถข้างทางหายไปต่อหน้าต่อตาก่อนที่คุณจะถึงที่หมาย ผีผู้หญิงตนนี้เชื่อว่าน่าจะเป็น จูดิธ แลงแฮม (Judith Langham) ซึ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชนกันในวันแต่งงานของเธอเองและเธอยังคงสวมชุดแต่งงานอยู่เหมือนเดิม
1. Clinton Road – Passaic County, New Jersey
ถ้าคุณใช้ถนนเส้นนี้ในตอนกลางดึก ลองแวะไปเยี่ยมสะพานที่โค้งคนตาย (Dead Man’s Curve) เพื่อเล่นเกมส์บางอย่างสิ เกมส์ที่ว่าก็แค่ให้คุณลองขว้างเหรียญลงไปในน้ำ แล้วผีเด็กผู้ชายจะขว้างมันกลับขึ้นมาให้คุณเอง
-หมาป่าสีเทาที่มีดวงตาสีแดงจะวิ่งออกมาจากพุ่มไม้และไล่คุณ
-เหล่าคนที่บูชาซาตานจะเอาเสื้อผ้าเปื้อนเลือดออกมาตากให้แห้ง หลังจากไปฆ่าสัตว์บูชายัญมา
-ซากปรักหักพังของปราสาทที่อยู่ใกล้ๆ กับป่า
-ถ้าคุณพบว่าตัวเองหลงเข้ามาในป่า ระวังจะโดนไล่ออกมาโดยพวกบูชาซาตานหรือพวกคูคลักแคล็นล่ะ (อ่านรายละเอียด คูคลักแคล็น เพิ่มเติม ที่นี่)
-คุณอาจจะพบกับสัตว์แปลกๆ หรือสัตว์ที่เหลือรอดจากสวนสัตว์ร้างใกล้ๆ แถวนั้น หรือจากป่าลึก รวมถึงพวกสัตว์ที่แอบหนีรอดออกมาจากที่อื่น
-ที่โค้งอันตรายซึ่งทำให้ผู้ขับรถที่ไม่ระมัดระวังเสียชีวิตมามากมาย ก็ขึ้นชื่อเรื่องหลอนๆ มากเหมือนกัน
-ปิศาจขับรถบรรทุกยินดีที่จะรับคุณเดินทางไปด้วย จากนั้นค่อยไล่ล่าคุณทีหลัง
เรื่องราวเกี่ยวกับถนนเส้นนี้ไม่ใช่เรื่องขำเลย เรื่องราวเหล่านี้ล้วนได้รับการยืนยันจากคนหลากหลายกลุ่มและไม่ใช่เรื่องที่เล่าเพื่อดึงดูดความสนใจ แต่สิ่งแปลกประหลาดพวกนั้นไม่ต้องการให้ใครเข้าไปรบกวนหรอก
ที่มา คลิ๊ก
สามเหลื่ยมเบอร์มิด้ากลืนเครื่องบิน จริงหรือ?
| สามเหลื่ยมเบอร์มิด้ากลืนเครื่องบิน จริงหรือ? |
ความลี้ลับของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา
สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นอาณาบริเวณส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแอ็ตแลนติคภาคตะวันตก พื้นที่ทั้งหมดเริ่มจาก ตอนเหนือของเบอร์มิวดาไปถึงตอนใต้ของรัฐฟลอริดา-และจากฟลอริดามุ่งตรงไปทางตะวันออกทำมุมสี่สิบองศากับเส้นรุ้ง ผ่านบาฮามัสและเปอร์โตริโก จากนั้นก็ย้อนเฉียงกลับไปสู่ทางใต้ตอนเหนือของเบอร์มิวดาอีกซึ่งทำให้อาณาบริเวณแห่งนี้ กลายเป็นรูปสามเหลี่ยม และอาณาบริเวณรูปสามเหลี่ยมแห่งนี้เองที่เป็นแหล่งกำเนิด ปรากฏการณ์ อันลี้ลับ มหัศจรรย์ขึ้น ในยุคอวกาศของชาวเรา ในปัจจุบันเป็นสิ่งลึกลับและเหลือเชื่อหากจะบอกท่านว่า เริ่มตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี ค.ศ. 1945 มาจนถึงปัจจุบัน เครื่องบินจำนวนกว่า 100 เครื่อง และเรือเดินสมุทร จำนวนอีกมากหลายได้ หายไปในบรรยากาศ และพื้นทะเลของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาแห่งนี้โดยไม่มีร่องรอย ชีวิตมนุษย์จำนวนพัน ในระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ได้หายไปพร้อมกับ พาหนะโดยไม่มีซากศพ แม้แต่รายเดียว หรือเศษชิ้นส่วนใดๆของเรือ หรือเครื่องบินที่หายไปเหลือให้เห็น การหายสาบสูญของเรือ เครื่องบิน และชีวิตมนุษย์ ในบริเวณดินแดนสามเหลี่ยม เบอร์มิวดายังคงปรากฏอยู่ต่อไป และมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ชาติต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสูญเสียเหล่านี้ ต่างก็พยายามดำเนินการค้นคว้า ก็หาสาเหตุแห่งปรากฏการณ์อันประหลาดและลึกลับนี้อย่างเร่งด่วน แต่ก็ไม่มีใคร สามารถบอกสาเหตุ และหาทางป้องกัน จากภัยที่เกิดขึ้นในบริเวณท้องทะเลแห่งนี้ได้ไม่
เครื่องบินที่หายไปเหนือพื้นทะเลแห่งนี้ ส่วนมากก่อนที่จะหายการติดต่อกับฐานปฏิบัติการณ์ หรือสถานีปลายทางเป็นไปอย่างปกติ และสภาพของบรรยากาศ และทัศนะวิสัย ก็สงบ และแจ่มใสดี ไม่มีวี่แววของพายุร้ายใดๆ แต่แล้ว เมื่อถึงบทจะหายเครื่องบินเหล่านั้นก็จะหายไปอย่างฉับพลันโดยไม่มีร่องรอย ซึ่งนักบินก็ไม่มีโอกาสที่จะแจ้งข่าว-ทาง วิทยุให้หน่วยควบคุม การบินทราบได้ แต่ก็มีเป็นจำนวนมากเหมือนกัน ก่อนที่เครื่องบินจะหายสาบสูญ นักบินมีเวลาพอที่จะแจ้งข่าวผิดปกติมายังฐานปฏิบัติการได้ ซึ่งทุกรายต่างก็แจ้งตรงกันทั้งหมดว่า ไม่สามารถควบคุมกลไกต่างๆ ให้ดำเนินไปตามปกติได้ เข็มทิศประจำเครื่องจะหมุนปั่นไม่สามารถบอกทิศทางได้ ท้องฟ้าจะกลายเป็นสีเหลือง และมองดูคล้ายหมอกหนาทีบ ทั้งๆ ที่เป็นวันที่บรรยากาศแจ่มใส และแดดส่องจ้ามาก่อน และท้องทะเลซึ่งเงียบสงบ กลับปั่นป่วน ขึ้นมาโดยไม่อาจจะทราบสาเหตุได้
สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา จึงทำให้ เกิดการฮือฮากันใหญ่ในขณะนี้ แต่อย่างไรก็ดีจวบจนกระทั่งบัดนี้หาได้มีผู้ใดที่สามารถให้คำอธิบายแจ่มชัด เกี่ยวแก่ความลึกลับ และความอาถรรพ์ของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาได้ และการสาบสูญ ก็ยังคงปรากฏอยู่ต่อไป โดยไม่มีทางป้องกันหรือขัดขวางได้
|
|
|
|
|
ปริศนา ปิระมิดในประเทศจีน
สำหรับท่านใดที่ศึกษาประวัติศาสตร์ หรือ มีความรู้เกี่ยวกับอารยธรรมจีนดีพอ หากมีรายละเอียดเรื่องนี้กรุณาบอกกันด้วยครับ จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง ถือว่าเป็นวิทยาทานสำหรับนายโซนิค และบางท่านที่อยากรู้เพิ่มเติมก็แล้วกันนะครับ
ที่มา Click
ที่มา Click
ปริศนาของโมนาลิซ่า
โมนาลิซา(Mona Lisa) หรือ ลาโชกงด์ (La Gioconda, La Joconde) คือภาพวาดสีน้ำมัน สูง 77 เซนติเมตร กว้าง 53 เซนติเมตร วาดโดย เลโอนาร์โด ดา วินชี ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ระหว่าง พ.ศ. 2046 (ค.ศ. 1503) ถึงปี พ.ศ. 2050 (ค.ศ. 1507)เป็นภาพที่ทั่วโลกรู้จักกันดีภาพหนึ่ง ในฐานะสุภาพสตรีที่มี รอยยิ้มอันเป็นปริศนา ที่ไม่รู้ว่าเธอจะยิ้ม หัวเราะ หรือร้องไห้กันแน่ ปัจจุบันอยู่ในความครอบครองของรัฐบาลฝรั่งเศส และเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์(Musée du Louvre) กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
กว่า 500 ปีมากแล้วกับคำถามที่ว่า โมนา ลิซ่า (Mona Lisa) นั่นเป็นใคร ซึ่งยังเป็นปริศนา และยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนและแน่นอน ว่าบุคคลในภาพเขียนของ ลีโอนาร์
โด ดา วินซี่ (Leonardo da vin Ci 1452-1519) คือใครกันแน่ ภาพนี้วาดขึ้นราวๆ ค.ศ. 1503-1506 โดยแฝงรอยยิ้มที่ลึกลับ น่าเคลือบแคลง ไปด้วยปริศนามากมายลง
บนใบหน้าของ โมนา ลิซ่า ให้ผู้คนได้นึกคิด จินตนาการกันไปต่างๆ นานา ยาวนานถึง 5 ศตวรรษ จวบจนกระทั่งปัจจุบัน คำถามที่ผู้คนสงสัย และได้ค้นคว้าหาคำตอบกันอย่างมากมาย ก็คือ โมนา ลิซ่า คือใคร? ตามคำบอกเล่าของ "จิออร์โอ วาซารี" (Giorgio Vasari 1511-1574) จิตรกร สถาปนิก และ ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับศิลปะในสมัยนั้น เขากล่าวไว้ว่า โมนา ลิซ่า ก็คือภรรยาของ ฟรานเชสโก เดล จิโอกอนโด ซึ่งเป็นพ่อค้าไหมที่มั่งคั่งแห่ง เมืองฟลอเรนซ์ ขณะที่ ดาวินซี่ เขียนภาพนี้ซึ่งได้ใช้เวลานานถึง 4 ปี เขาได้ไปว่าจ้าง นักร้อง นักดนตรี และตัวตลกมาให้ความบันเทิงแก่หญิงงามผู้เป็นแบบของ ภาพเขียน เพื่อให้เธอมีรอยยิ้มที่ปราศจากความเศร้าหมอง อย่างไรก็ตามจากคำ บรรยายของ วาซารี ก็เป็นเพียงข้อมูลจากผู้ที่ไม่เคยเห็นภาพเขียนนี้ของ ลีโอนาร์โด แต่อย่างใด จากหลักฐานอีกแหล่งหนึ่งจาก "อันโตนิโอ เดอ เบอาทิส" ผู้บันทึกปากคำของ ลีโอนาร์โดใน ค.ศ. 1517 ว่าผู้เป็นแบบในภาพคือสตรีชาว ฟลอเรนซ์ และ จูลีอาโน เดอ เมดิซี่ เป็นผู้ว่าจ้างให้เขียนภาพนี้ จากการที่ ไม่มีหลักฐานปรากฎที่แน่ชัดว่า ใครเป็นแบบให้กับ ลีโอนาร์โดวาดภาพนี้ จึงทำให้มีการตั้งข้อสันนิษฐานกันไป ต่างๆ นานา ไม่ว่าจะ -เป็น บุคคลใน ภาพอาจเป็น คอนสตันซ่า คาวารอส หรืออาจจะเป็น อิสซาเบลลา เดสเต ผู้อื้อฉาว หรืออาจเป็นภรรยาลับของ จูลีอาโน เดอ เมดิซี่ ทั้งนี้ ก็เพราะได้ปรากฎว่า มีโม นา ลิซ่า (เปลือย) หลายภาพในศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็น ที่โด่งดังมากกับภาพเปลือยของสาวผู้นี้ นอก จากนี้จากการที่ลีโอนาร์โดเองมีชื่อที่ถูกกล่าวขานกันว่าเขาเป็นพวก รักร่วมเพศ จึงเกิดการสันนิษฐานว่า โมนา ลิซ่า ไม่ใช่ผู้หญิงแต่เป็นภาพเหมือนจำแลง เพศของเด็กหนุ่มรูปงามคนใดคนหนึ่ง ซึ่งศิลปินมักเลี้ยงไว้ติดสอยห้อยตามในสตูดิโอ บ้างก็มีการนำภาพเหมือนของ ลีโอนาร์โดมามาเปรียบเทียบกับภาพของ โมนา ลิซ่า แล้วก็สรุปเอาดื้อๆว่าภาพเขียนอันลือชื่อนี้แท้ที่จริงคือ ภาพของ ลีโอนาร์โด ดาวิน ซี่ เองที่แปลงกาย แต่งตัวเป็นสตรีเพศ ยิ่งไปกว่านั้นผู้ที่สนับสนุนทฤษีนี้ยังกล่าวเสริม ต่อไปว่า ลายปักขดเชือกที่รอบคอเสื้อของ โมนา ลิซ่า คือลายเซ็นลับของ ดาวินซี่เอง เพราะในภาษาอิตาเลี่ยนคำว่า "ขดเชือก" จะตรงกับคำว่า "วินชีเร่" (Vincire)
แม้ ว่าบุคคลในภาพ โมนา ลิซ่า ยังเป็นสิ่งที่ถกเถียงกันอยู่ แต่ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ครอบครองภาพนี้ยังพอมีข้อมูลอยู่บ้าง นั่นก็คือ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ลีโอนาร์โด ไม่ยอมพรากจากภาพเขียนนี้ และเขาได้นำติดตัวพร้อมกับทรัพย์สินสินมีค่าอื่นๆที่เขารัก หวงแหน ออกจากกรุงโรมเมื่อครั้งเดินทางมาที่ฝรั่งเศสเพื่อเป็นศิลปินแห่งราชสำนัก ของพระเจ้าฟรานซิสที่ 1 (ค.ศ. 1479-1547) ใน ค.ศ. 1517 ด้วยเหตุนี้เอง ผู้ครอบครองภาพ โมนา ลิซ่า คนแรกก็คือกษัตริย์ฝรั่งเศส ซึ่งโปรดให้นำภาพไปประดับที่ห้องสรงในพระ ราชวัง ฟองแตนโบล แต่เมื่อจักรพรรดินโปเลียนขึ้นครองราชย์ ภาพโมนา ลิซ่า จึงถูกย้ายมาพำนักในห้องพระบรรทม และมีชื่อเรียกอย่าง สนิทสนมว่า "มาดาม ลิซ่า"
มุมมอง ทัศนะคติ และ ความคิดเห็นความรู้สึก ต่างๆ ที่มีต่อ Mona Lisa นั้นมีมากมายเหลือเกิน "จูลส์ มิเชอเลต์" ได้พรรณนาไว้ใน หนังสือประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสว่า "ภาพเขียนนี้ดึงดูดข้าพเจ้า พรํ่าเรียกข้าพเจ้า รุกรานข้าพเจ้า ซึมซาบเข้าไปในตัวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าตรงลิ่วเข้าไปหาโดยไม่รู้สึกตัว ประดุจนกบินดิ่งเข้าไปในปากงูพิษ" นี่คือทัศ-
นคติต่อ Mona Lisa ในศตวรรษที่ 16 ที่มองความงามในแบบอุดมคติ แต่มุมมองจากนักวิจารณ์ในศตวรรษที่ 19 กลับมองไปอีกด้านหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มโรแมนติคส์ที่มองว่า โมนา ลิซ่า เป็นสตรีมรณะ (Femme fatale) หรืออีกนัยหนึ่งคือสตรีผู้ยื่นความตายแก่บุรุษ
สำหรับ เธโอฟิล โกติเอร์ (Theophile Gautier) โมนา ลิซ่า มิได้เป็นสาวน้อยที่มี รอยยิ้มแสนหวานงามปานกลีบกุหลาบ ตามที่วาซารีเคยพรรณนาไว้แต่จะเป็นสาววัย สามสิบที่ร่องรอยแห่งเลือดฝาด และความสดใสแห่งชีวิตเริ่มที่จะอันตรธานหายไป สีของอาภรณ์ และผ้าคลุมผมของเธอ ซึ่งหมองคลํ้าเพราะกาลเวลา ทำให้เธอดูเหมือนหญิง หม้ายที่แฝงไว้ด้วยความทุกข์โศก
ที่มา คลิ๊ก
















