วันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เสาหลักเมืองกับความเชื่อสมัยโบราณ


โบราณถือว่าพิธีสร้างพระนครหรือสร้างบ้าน สร้างเมือง ต้องฝังอาถรรพ์ 4 ประตูเมือง ต้องฝังเสาหลักเมือง

การฝังเสาหลักเมืองและเสามหาปราสาทต้องเอาคนที่มีชีวิตทั้งเป็นลงฝังในหลุม เพื่อให้เป็นผู้เฝ้าทวารมหาปราสาทบ้

านเมือง ป้องกันอริราชศัตรูมิให้มีโรคภัย ไข้เจ็บเกิดแก่เจ้าฟ้ามหากษัตริย์ผู้ครองนครบ้านเมือง ในการทำพิธีกรรมดังกล่าว ต้องเอาคนที่ชื่อ อิน จัน มั่น คง มาฝังลงหลุม จึงจะศักดิ์สิทธิ์และขณะที่นายนครวัฒเที่ยวเรียกชื่อ อิน จัน มั่ง คง ไปนั้น ใครโชคร้ายขานรับขึ้นมาก็จะถูกนำตัวไปฝังในหลุม หลุมเสาหลักเมืองนั้น จะผูกเสาคานใหญ่ชักขึ้นเหนือหลุมนั้นในระดับสูงพอสมควร โยงไว้ด้วยเส้นเชือกสองเส้นหัวท้ายให้เสาหรือซุงนั้นแขวนอยู่ตามทางนอนเหมือนอย่างลูกหีบ

ครั้นถึงวันกำหนดที่จะกระทำการอันนี้ ก็เลี้ยงดูผู้เคราะห์ร้ายให้อิ่มหนำสำราญแล้ว แห่แหนนำไปที่หลุม พระเจ้าแผ่นดินมีรับสั่งให้บุคคลทั้งหมดเฝ้าประตูเมืองไว้ด้วย และให้เร่งแจ้งข่าวให้รู้กันทั่ว เมื่อคนมาชุมนุนกันเขาก็ตัดเชือกปล่อยให้เสาหรือซุงหล่น ลงมาบนศีรษะผู้เคราะห์ร้าย สิ้นชีวิตอยู่ในหลุมนั้น

คนไทยเชื่อว่าผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้จะกลายสภาพเป็นอารักษ์จำพวกที่เรียกว่า ผีราษฏร คนสามัญบางคนก็กระทำการฆาตกรรมแก่ทาสของตนในทำนองเดียวกันนี้เพื่อใช้ให้เป็นผีเฝ้าขุมทรัพย์ที่ตนฝังซ่อนไว้

 


ที่มา: Nationalgeographic.net

เผยภาพโมนา ลิซ่าตอนสาวที่ยังวาดไม่เสร็จ

เอเอฟพีรายงานเมื่อ 29 ก.ย. ว่า มูลนิธิ "โมนา ลิซ่า" เปิดตัวภาพวาดสีน้ำมัน โมนา ลิซ่า แบบใหม่ ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยภาพดังกล่าวเป็นภาพของโมนา ลิซ่า ที่มีผิวพรรณสดใส แลดูเยาว์วัยกว่าภาพเดิมที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่กรุงปารีส ของฝรั่งเศส เชื่อว่าเป็นภาพ โมนา ลิซ่าที่ยังวาดไม่เสร็จของลีโอนาร์โด ดา วินชี ศิลปินและนักประดิษฐ์ผู้มีชื่อเสียงในศตวรรษที่ 15-16 ซึ่งภาพดังกล่าวถูกเก็บไว้ในตู้เซฟของทางการสวิสมานานกว่า 40 ปี


นายมาร์กัส เฟรย์ ประธานมูลนิธิโมนา ลิซ่า กล่าวว่า จุดประสงค์ที่นำภาพโมนา ลิซ่า รูปดังกล่าวมาจัดแสดงเพื่อเป็นการแสดงหลักฐานถึงความเป็นไปได้ต่อการมีอยู่ของภาพโมนา ลิซ่าที่ยังวาดไม่เสร็จของดา วินชี โดยภาพดังกล่าวทางมูลนิธิได้รับมาจากสมาคมด้านภาพวาดนานาชาติที่ซื้อภาพนี้มาจากนายเฮนรีย์ พูลิตเซอร์ นักสะสมจิตรกรรมชื่อดัง เมื่อปี 2551 ที่ผ่าน
ที่มา: http://www.khaosod.co.th

วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2555

สี่เหลี่ยมลูกบาศก์ปริศนา ปรากฎบนพื้นผิวของดวงอาทิตย์


สี่เหลี่ยมลูกบาศก์ ปริศนาที่ปรากฎบน พื้นผิวของดวงอาทิตย์  เมื่อวันที่ 27/9/2012
และปรากฎอยู่ข้างๆ ดวงอาทิตย์ เมื่อวานนี้ 30/9/2012
ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าสิ่งนี้คืออะไร     หรืออาจเป็นการเซ็นเซอร์จากทางนาซ่า
เพื่อปิดบัง วัตถุบางอย่างที่ไม่อยากให้ชาวโลกได้เห็น


อย่างไรก็ตาม เจ้าวัตถุสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ ปริศนาก็เคยปรากฎ ขึ้นมาแล้ว ในปี 2011








ที่มาคลิ๊ก

คติความเชื่อเกี่ยวกับการกางมุ้งให้ศพ



     การนำผ้าห่มมาคลุม หรือกางมุ้งให้ศพ ก็เพื่อไม่ให้มองเห็นแล้วเกิดความกลัว ต้องระวังอย่ายก หรือถือข้าวของข้ามศพเพราะถือเป็นการไม่ให้ความเคารพ บางคนมี คติความเชื่อว่าต้องกางมุ้งให้ศพเพียง ๒ หูคร่อมศพไว้
     และเมื่อคนป่วยสิ้นใจลูกหลานอาจร้องไห้เศร้าโศกอาลัยรัก ควรระวังอย่าให้น้ำตาไปโดนร่างของศพ เพราะเชื่อกันว่าจะทำให้วิญญาณของผู้ตายเป็นห่วงลูกหลานไม่ยอมไปสู่ สุคติ


ที่มาคลิ๊ก

ความเชื่อโบราณเกี่ยวกับตะพาบยักษ์แยงซีเกียง


ตะพาบยักษ์แยงซีเกียง หรือ ตะพาบเซี่ยงไฮ้ ตะพาบขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งที่ใกล้จะสูญพันธุ์มาก ๆ แล้วชนิดหนึ่งของโลก มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rafetus swinhoei (มีชื่อวิทยาศาสตร์อีกชื่อหนึ่งเป็นชื่อพ้อง โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวเวียดนามตั้งให้ว่า Rafetus leloii เพื่อเป็นเกียรติแด่จักรพรรดิเลเลย) พบในแม่น้ำแยงซีเกียง ในประเทศจีน และมณฑลยูนนาน นอกจากนี้ยังพบได้ที่แม่น้ำแดง ในประเทศเวียดนามด้วย

     ตะพาบยักษ์แยงซีเกียง เป็นตะพาบที่มีขนาดใหญ่มาก และเป็นหนึ่งในเต่าน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีส่วนหัว ที่มีจมูกและปากคล้ายหมู ขนาดโตเต็มที่สามารถมีน้ำหนักมากถึง 136 กิโลกรัม ถึง 200 กิโลกรัม ยาวถึง 0.9144 เมตร และมีชีวิตอยู่ได้นานกว่า 100 ปี สถานะในธรรมชาติใกล้สูญพันธุ์มาก ๆ แล้ว ในสถานที่เลี้ยงปัจจุบันมีเพียง 5 ตัวใน 2 ที่เท่านั้น คือที่สวนสัตว์ในประเทศจีน 4 ตัว และที่ทะเลสาบคืนดาบที่เมืองฮานอย 1 ตัว

     ปัจจุบันตะพาบน้ำแยงซีเกียงในทะเลสาบคืนดาบยังมีชีวิตอยู่ แต่น้ำในทะเลสาบกลับมีสภาพที่ย่ำแย่ ทั้งยังมีการปล่อยสิ่งปฏิกูลรวมไปถึงเต่าชนิดอื่นเข้าไปทำลายระบบนิเวศของทะเลสาบ ทำให้ตะพาบเกิดบาดแผลที่หัวและขาของมัน

     ตำนานพื้นบ้าน

     ตะพาบยักษ์แยงซีเกียง เป็นสัตว์ในตำนานพื้นบ้านของเวียดนามเกี่ยวกับการสร้างชาติ ในศตวรรษที่ 15 จักรพรรดิเลเลย (Lê Lợi) ได้ใช้ดาบศักดิ์สิทธิ์ในการขับไล่ชาวจีนราชวงศ์หมิงที่รุกราน ให้ออกไปจากเวียดนาม จากนั้นในขณะที่พระองค์อยู่บนเรือก็มีตะพาบตัวหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากผิวน้ำและบอกให้จักรพรรดิส่งดาบนั้นกลับคืนแก่กษัตริย์แห่งมังกร ดาบนั้นก็ได้พุ่งออกจากฝักดาบเข้าไปในปากของตะพาบก่อนที่จะหายกลับลงไปสู่ใต้ผิวน้ำ

     จากนั้นมาทะเลสาบแห่งดังกล่าวที่เคยถูกเรียกว่า ทะเลสาบลึกถวี๋ (Luc Thuy) หรือ ทะเลสาบน้ำเขียว ต่อมาจึงได้กลายมาเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ทะเลสาบคืนดาบ (The Lake of the Returned Sword) หรือ ทะเลสาบหว่านเกี๋ยม (Hoan Kiem) ซึ่งตั้งอยู่ที่ทิศตะวันตกของเมืองฮานอย และที่ทะเลสาบแห่งนี้ก็ได้มีรูปถ่ายและตัวอย่างสตั๊ฟฟ์ของตะพาบชนิดนี้ตั้งแสดงอยู่ด้วย



ที่มา : วิกิพีเดีย

ความเชื่อโบราณ ตุ๊กแกร้องตอนกลางวันจะมีเหตุร้าย


ตุ๊กแก หรือ ตุ๊กแกบ้าน เป็นสัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่งที่สามารถพบได้ทั่วไปในประเทศไทยและภูมิภาคใกล้เคียง โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทยนั้น ตุ๊กแกจะอาศัยอยู่ทั้งในบริเวณพื้นที่ที่เป็นป่าและในบริเวณบ้านเรือนของมนุษย์

      นอกจากนี้แล้ว ตุ๊กแกยังเป็นสัตว์ที่อยู่ในความเชื่อของชาวไทยมาแต่โบราณมาช้านาน คนโบราณมีความเชื่อเกี่ยวกับเสียงร้องของตุ๊กแกว่า หากตุ๊กแกร้องตอนกลางวัน เชื่อว่าจะมีเหตุร้าย หรือมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นในบ้านหรือกับคนในครอบครัว

      เนื่องจากว่าตามปกติแล้วตุ๊กแกที่อาศัยในบ้านมักจะร้องตอนกลางคืน ถ้าร้องตอนกลางวันถือเป็นลางบอกเหตุร้าย เนื่องจากคนโบราณมีความเชื่อว่าตุ๊กแกคือ วิญญาณของปู่ย่าตายายที่ตายไปแล้วมาอาศัยอยู่ คอยคุ้มครองลูกหลานจากภัยอันตรายต่างๆนั่นเอง


ที่มาคลิ๊ก

เพชรตาเเมว เครื่องประดับสุดลี้ลับ คติความเชื่อ ของคนไทย



เพชรตาเเมว เป็นคติความเชื่ออย่างหนึ่งที่คนไทยที่ยึดถือ มาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยมีคติความเชื่อว่า ผู้ใดได้ครอบครอง เพชรตาเเมว จะนำมาด้วยความโชคดี ความเป็นสิริมงคล การเงิน ค้าขาย ส่วนราคาเพชรตาเเมว จะมีราคาเเพงเอามากๆ ราคานับล้านบาทเลยทีเดียว โดย เพชรตาเเมว หรือ เเมวตาเพชรนั้น เกิดจากแมวซึ่งตาเป็นต้อหิน ข้างใดที่เป็นจะมีน้ำเลี้ยงไหลออกมาตลอดเวลา แต่แมวจะไม่มีความเจ็บปวด แต่ข้างที่เป็นต้อจะมองไม่เห็น เมื่อแมวเสียชีวิตตาข้างที่เป็นต้อจะแข็งเหมือนก้อนหินเรียกว่า เพชรตาแมว


ที่มาคลิ๊ก